Blog

Blog EntryเปตองJun 22, '08 3:34 PM
for everyone
อ่านหัวข้อแล้วหลายๆ คนคงนึกว่าคราวนี้ผมจะถ่ายรูปกีฬาแน่ๆ
 
ผิดคับ เปตองเป็นหมาตัวหนึงของผม เป็นหมาปักกิ่ง เพศผู้ นิสัยเอ๋อ ซุกซนมากๆ ชอบเล่นน้ำเป็นชีวิตจิตรใจ เห็นน้ำไม่ได้จะกระโดดลงไปแช่ทันที พ่อของผมไปเอาเจ้าเปตองมาจากฟาร์มไหนไม่รู้ ตอนผมเรียน ม.6 โน้น จำได้ว่าผมกลับมาบ้านก็เห็นปักกิ่งตัวที่ 2 แล้ว ตัวแรกเป็นของน้องสาวผม ตัวนี้เลยเป็นของผม จากตอนมาเค้าตัวกลมๆ อ้วนๆ ผมเลยตั้งชื่อว่าเปตอง ครับ
 
พอเข้าเรียน มหาวิทยาลัยเจ้าหมูเปตองของผมก็มีลูกกะเจ้าน้ำตาล หมาของน้องสาวอีก 2 ตัว ก็เจ้าหมูยอ กะข้าวตู ผมกะน้องสาวก็แบ่งกันคนละตัวเรียบร้อย แต่หมูยอตายไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วคามือผมเลยระหว่างการพาไปหาสัตว์แพทย์ ที่โรงพยาบาลสัตว์ เพื่อนที่เป็นสัตว์พทยืบอกว่าเค้าเป็นโรคเยื่อหุ่มสมองอักเสบเฉียบพลัน นั้นก็ทำผมบ่อน้ำตาแตกไป 3 วัน 5 วัน เพราะว่าคอกนี้ผมทำคลอดเองเลยออกมา 3 ตัวครับ



ผมเลยเหลือแต่เจ้า ปลาทอง(ผมชอบเรียกอย่างนั้น) ที่เล่นๆ กันอ่ะคัรบ สมัยผมเรียน ป.ตรี มีบางคืนช่วงใกล้สอบที่ผมอ่านหนังสือดึกมากๆ เปตองมันจะมานอนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือผมหมอมอยู่ตรงนั้น เวลาผมทำเสียดัง เค้าจะแหงนหน้ามาทำตาโมโหผม ประมาณว่า ตรูจานอนอย่าเสียงดังซิฟ่ะ และเนื่องจากเปตองเป็นหมาเอ๋อเหมือนเจ้าของผมเลยชอบพาไปเที่ยวด้วยกันเสมอๆ ขนไปหมดบ้านเลย

2 สัปดาห์ ผมกลับบ้านไปและก็ออกไปเล่นกะบรรดาหมาๆ ของผมตามปกติ ผมเห็นเจ้าเปตองไอตัวงอเลย แล้วผมจับท้องดูก็ร้อนๆ ด้วย เลยสงสัยว่าปอดชื้นแน่ๆ เพราะเจ้านี้ชอบเล่นน้ำซะด้วย เลยพาไปหาเพื่อนที่โรงพยาบาลสัตว์ เพื่อนสรุปว่าปอดชื้นจริงๆ เลยฉีดยาแล้วก็ให้ยามา 1 ถุงใหญ่ๆ กลับมาบ้านเปตองยังร่าเริงเหมือนเดิม ยังวิ่งไล่จับกะกุ้งกิ้ง(พังพอนที่เลี้ยงไว้) ตามปกติ แถมยังมาเล่นกะผมเหมือนเดิมด้วย ผมเลยคิดว่าไม่เป็นไรแล้วมั้ง รุ่งขึ้นเลยกลับคอนโดมาทำงานตามปกติเหมือนเช้าวันจันทร์ทั่วไป ก่อนกลับมายังแวะไปเล่นกันก่อนเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นนึกอย่างไง ผมเอามือถือมาถ่ายรุปเจ้าอ้วนของผมไว้ 2 รูป ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยถ่ายไว้บ้างเลย ผมลูบหัวเค้าแล้วขับรถออกจากบ้านมาทำงาน

 
1 สัปดาห์ผ่านไปไม่มีอารายแปลกใหม่ วันศุกร์ผมไม่ได้กลับบ้านพราะติดถ่ายภาพ เลยกลับช้า ผมกลับไปถึงบ้านวันเสาร์ค่ำๆ ประมาณ 2 ทุ่มได้ ถึงบ้านผมก็ไม่ได้สนใจถามอารายกับแม่เรื่องเปตอง ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมา แม่ก็จัดแจงหาของกินมาให้เพราะคงรู้ว่าลูกหิวเหมือนคนอดอยากกลับมาบ้านอ่ะ ผมยัดทุกอย่างตรงหน้าลงไป หลังกินเสร็จผมเปิดทีวี ดูรายการโน้นที นี้ที ไม่ได้นึกถึงเรื่องของเจ้าเปตองเลย แล้วอยู่ๆ แม่ก็เดินมาบอกว่าเปตองตายแล้ว ผมถึงกับอึ้งไปเลย แม่บอกว่าอาการไม่ดรมาตั้งแต่วันศุกรฺแล้ว ไม่กิน ข้าว ไม่ขยัยอะไรเลยอ้วกตลอดเวลา แต่ที่สำคัญแม่บอกว่าเปตองมานอนมองออกไปข้างนอกอยู่ตรงประตูเข้าบ้านเหมือน รออะไรอยู่ซะอย่าง แม่ยังบอกว่าวันเสาร์มันก็ยังนอนมองอยู่อย่างนั้น นานๆ ทีแม่จะเห็นมันเงยหน้ามองคนที่ผ่านไปผ่านมา บ่ายกว่าๆ นิดๆ แม่ยังมาเอาขนมให้กินเลย แม่บอกว่ายังไม่เป็นไรเลย แต่พอบ่ายแก่ๆ แม่ลองมาจับเค้าไม่หายใจแล้ว ผมอึ้งหัวนี้หมุนไปเลย น้ำตาไหลโดยไม่ได้ตั้งใจเลย ไม่คิดว่าจันทร์ที่ผ่านมายังเล่นกันอยู่เลย และไม่อยากคิดด้วยว่าเปตองมันรอผมกลับมา ผมอยากรู้แค่ว่าแม่เอาเค้าไปไว้ตรงไหน แม่บอกว่าพ่อฝังเค้าไว้ข้างๆ หมูยอตรงต้นสายหยุดหน้าบ้าน


สี่ทุ่มกว่าๆ แล้วผมเดินออกไปใต้ต้นสายหยุด รอยดินที่ขุดใหม่ๆ ยังอยุ่ผมรู้ทันทีว่าลึกลงไปเปตองนอนอยู่ในนั้นฟากตรงข้ามเป็นที่นอนของ หมูยอ ผมได้แต่เอามือเตะก้อนดินเหล่านั้นแล้วได้แต่พึมพัมกับตัวเองว่า ให้หมูยอนอนหลับให้สบาย ผมเดินอ้อมเข้ามาทางหลังบ้านเข้ามาเจอกับที่นอนของเปตองที่ยังวางอยู้ตุ๊กตา ที่เค้าชอบ ผมหยิบตุ๊กตาขึ้นมาจากที่นอนเค้า  แล้วถือไปวางไว้ที่หลุมเค้าก่อนจะกลับเข้ามาในบ้าน
 
ตอนวางผมได้แค่พูดว่า หลับให้สบายนะเปตอง...



Blog Entry5 เดือน จะ 12000 แล้วDec 21, '07 11:38 PM
for everyone
วันนี้ครึ้มอกครึ้มจาย ไงก็ไม่รู้เอา D80 มาขัดๆ ถูๆ ทำความสะอาดซะหน่อย

แล้วอยู่ๆ เกิดความคิดอยากเช็คจำนวนว่าเรากดไปแล้วเท่าไหร่ขึ้นมา เหอๆๆ เลยลองหาดูใน Web ว่าเค้าเข็คอย่างไงกัน เลยไปเจอโปรแกรม Previre Extractor มาลองดู

โอ้ววววว... พระเจ้า ซื้อกล้องมา วันที่ 9 สค 2550, 4 เดือนกว่าๆ ถึงวันนี้ 22 ธค 2550 ล่อกดไปแล้ว 11182 รูปแล้ว เยอะมากๆๆๆๆ



เทียบกับน้องอีกคนซื้อ D50 มา ปีกว่าแล้วกดไป 12000 กว่าๆ เอง เหอๆๆๆๆ... มาคิดๆ แล้วตรูถ่ายอารายเนี๊ยะ เดือนล่พตก 3000 รูปเลยเหรอ เหอๆๆๆ แล้วรูปมันหายไปไหนหมดหว่า เหอๆๆๆ งงเจงๆ

Blog Entryเนปาลลลล....Dec 1, '07 10:38 AM
for everyone
   เนปาลลลล.....

ฉานจาได้ไปเนปาลแล้วววววว... หลังจากที่ล้มแผนมา 1 ปี เต็มๆ ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเห็นใจ ให้เราได้ไปแล้ว
จะถ่ายรูปมาให้อิ่มเลยคอยดู

ถ้าพูดถึงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ทางภาคเหนือของลาว หลวงพระบางหลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับชื่อของเมืองนี้ ดีแต่จะมีซักกี่คนที่ได้สัมผัสถึงกลิ่นไอและวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ของเมืองมรดกโลกแห่งนี้

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากประเทศไทย การเดินทางที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไปประกอบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่วุ่นวายเลยทำให้หลวงพระบางเป็นเมืองในฝันของหลายๆ คนที่อยากจะไปเยือนให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต กับการเป็นมรดกโลกของหลวงพระบางนั้นหลายๆ คนมองเพียงแค่วัตถุ บ้านเรื่อนเท่านั้นที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก แต่ความจริงแล้วความเป็นมรดกโลกของหลวงพระบางมีมากกว่าสิ่งที่เราได้เห็น แต่หมายรวมถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ด้วย  วัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ของหลวงพระบางจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้มาสัมผัสกับวิถีชีวิตและบรรยากาศที่ยังคงเหลืออยู่จริง ภาพของบ้านเรือนที่และวัดมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ทุกๆ มุมของเมืองนี้สามารถบอกได้ทันทีว่าวิถีชีวิตของผู้คนที่นี้ใกล้ชิดกับศาสนามากขนาดไหน

สิ่งที่ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลมาที่หลวงพระบาง นั้นเป็นเพราะเสน่ห์ของเมืองที่ศาสนาใกล้กับวิถีชิวิตของผู้คน ภาพของพระที่ออกบิณฑบาตตอนเช้า ของทุกวันเป็นแถวยาว เป็นหนึ่งในเสน่ห์และวัฒนธรรมของเมืองนี้ หากลองมองย้อนกลับไปภาพเหล่านี้คงเป็นภาพที่คุ้นตาของผู้คนในเมืองนี้ และเป็นกิจวัฒของผู้คนที่นี้ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนเป็นขนบธรรมเนียมของผู้คนที่นี้ไป ไม่ว่าจะมุมใดของหลวงพระบางเราสามารถที่จะพบเห็นวัดน้อยใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วเมือง ถ้าเรามองให้ดีศิลปะหลายแขนงถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของสถาบัตยกรรมที่ยังคงเหลืออยู่ตามวัดต่างๆ ที่ตั้งอวดสายตาของนักท่องเที่ยวให้หลงไปกับบรรยากาศของศิลปะที่มีอยู่รอบๆ ตัว ประกอบกับภาพของพระ เณรที่ปฏิบัติกิจชองตน มากมายที่จำวัดอยู่ตามวัดต่างๆ คงเป็นภาพปกติสำหรับคนที่นี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่มายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้คงเป็นภาพที่น่าตื่นตาอย่างยิ่งที่ได้เห็น 

อีกหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมของการไปเยือนหลวงพระบางได้แก่การได้ปั่นจักรยานไปรอบๆ เมืองเล็กๆ แห่งนี้เพื่อที่จะได้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ และวัดเชียงทอง วัดที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของหลวงพระบาง เป็นอีกที่หมายหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวทุกคนพลาดที่จะไปเยี่ยมและสัมผัสบรรยากาศของวัดแห่งนี้ ด้วยศิลปะที่งดงาม สถาบัตยกรรมที่โดดเด่นที่รอดจากการทำลายของการเวลา จึงทำให้วัดแห่งนี้ได้ปรากฏตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และหากได้มองลึกลงไปเรายังสามารถพบกับความสงบและความศรัทธาของผู้คนต่อวัดนี้อยู่ด้วย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่ยังหลวงพระบางคงจะพลาดไม่ได้กับการได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนที่หลวงพระบางในยามเช้า ตลาดเช้าสัญลักษณ์ของวันใหม่ที่ผู้คนใยหลวงพระบางต่างออกมาจับจ่ายสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผลไม้ป่า เห็ด ผักที่สามารถหาได้ตามฤดูการถูกนำมาวางจัดเรียงให้กับลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อไปประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน นั้นเป็นสัญญานที่บอกกับทุกคนที่ได้มาเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาของตนเองได้ว่า หลวงพระบางนั้นนอกจากเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นเมืองที่อุดทสมบูรณ์ด้วยทรัพยาการณ์ต่างๆ ที่หมุนเวียนไปตาม ฤดูการ ลองมองในอีกมุมหนึ่งนั้นบ่งบอกเราได้ทันทีว่าวิถีชีวิตของผู้คนที่หวลงพระบางนั้นยังใกล้ชิดและผูกติดกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

พระอาทิตย์แม้จะลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ชีวิตของผู้คนที่นี้ยังไม่หลับใหลไปตามการเวลา แต่บางชีวิตพึ่งจะเริ่มต้นการประกอบอาชีพของพวกเขา ตลาดมืดเป็นแหล่งจำหนายของที่ละลึกแก่บรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการ ซื้อของที่ละลึกกลับไปเพื่อย้อนบอกตัวเองว่าได้มาสัมผัสับบรรยากาศเหลานี้ด้วยตัวเองแล้ว ผ้าทอหลากสี ผลิตภัณฑ์จากไม้ เครื่องเงินที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้านำมาประชันกันเพื่ออวดสายนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้

กับกิจกรรมที่หลายหลาย เช่น การล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ การเดินป่า การเที่ยวชมหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู้รายรอบหลวงพระบางต่างเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดหลายๆ คนให้หลงใหลในเสน่ห์ของเมืองในหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้ ทุกย่างก้าวของผู้คนที่ผ่านไปมา ณ เมืองเล็กๆ แห่งนี้มันเหมือนเวลาที่นี้หยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนจากทุกทิศมายังหลวงพระบาง

แม้การเวลาจะเปลี่ยนไปเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น หลวงพระบาง อาจจะเป็นเมืองท่องเที่ยวในสายตาของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการเดินทางมาแสวงหาความแปลกใหม่ของเมืองในภูมิภาคนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลวงพระบางเป็นเมืองที่วัฒนธรรมยังคงอยู่ เป็นที่ ที่วัฒนธรรมกับวิถีชีวิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นที่ ที่วัฒนธรรมสืบถอดต่อจากรุ่น สู่รุ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงพระบางยังเป็นเมืองที่วัฒนธรรมยังมีชีวิตอยู่...

ชีวิตคือการเดินทาง หากหยุดเดินทางเมื่อไหร่ นั้นคือชีวิตของเราก็จบลงด้วย

เป็นประโยคที่ผมได้ยินมานานแล้ว และผมเลยปฏิบัติตามซะ มันทำให้ผมได้พบกับประสบการณ์ต่างที่หลายหลาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม ที่แตกต่างกันออกไป ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่เดินทางไปในโลกกว้างที่มีเรื่องราวหลากหลายไห้ได้เรียนรู้

มีอีกหลายสถานที่ ที่ผมอยากที่จะไปเยือน ไปเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนต่างๆ เหล่านั้น หากมาพูดถึงสถานที่ในฝันของผมที่ผมฝันและต้องไปเยือนให้ได้นั้น หลวงพระบาง เป็นหนึ่งของเมืองในฝันที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของวัฒนธรรมและศิลปะที่ยังอบอวน เหมือนกับว่าเวลาของที่นั้นจะหยุดนิ่งไม่ได้ขยับไปไหน... เรื่องที่ผมจะหาเวลาเดินทางไปให้ได้นั้นมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลย ด้วยงานและความรับผิดชองของเราทุกๆ คนที่ต้องเล่นละครและใสหัวโขนที่ตนเองต้องแบกรับเอาไว้อยู้ตลอดเวลาทำให้การเดินทางไปยังเมืองในฝันของผมช้ากว่าที่ผมวาดฝันไว้

แต่... วันนี้ความฝันของผมเดินทางมาถึงแล้ว หลวงพระบางไม่ใช้ความฝันของผมต่อไป ผมละทิ้งบทบาทความรับผิดชอบของผมเหินฟ้าสู่เมืองมรดกโลก แห่งนี้โดยทิ้งเรื่องราวต่างๆ ไว้ข้างหลังและนับเวลารอที่จะได้สัมผัสกับกลิ่นไอของบรรยากาศเหล่านั้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึง เมฆหมกที่ปกคลุมยอดเขาน้อยใหญ่ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าผม สลับกับทิวเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้หนาแน่น เครื่องบินที่ผมเดินทางลดระดับลงสู่สนามบินหลวงพระบางทำให้ผมมองเห็นบ้านเรือนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าทำให้ผมคิดถึงวรรณกรรมเรื่องบ้านเล็กในป่าใหญ่ ผมรู้ตัวอีกครั้งผมก็มาถึงแล้วเมืองในฝันของผมหลวงพระบาง... ผมเดินทางต่อไปยังที่พักขอมผมเพื่อที่จะเก็บข้าวของๆ ผมเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ผมวาดฝันที่จะเห็นด้วยสองตาของผม แต่วันนี้เหมือนกับธรรมชาติยังไม่เป็นใจให้ผม ฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดเม็ด และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้มตลอดทั้งช่วงบ่าย แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ของการเดินทางของผมในครั้งนี้ จักรยานคู่ใจของผมที่เช่ามาจากทางโรงแรม เพื่อที่จะเป็นเพื่อนคู่ใจของผมของผมตลอดทริปนี้ จากโรงแรมที่ผมพักเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรที่เดินทางเข้ามาสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง ผมได้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายตลอดสองข้างทาง ผมปั่นจักรยานฝ่าฝนพรำๆ ไปยังเป้าหมายแรกของผม พระราชวังเจ้ามหาชีวิต... เรื่องราวมากมายกว่าผมจะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพุดได้บรรจุอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ศิลปะต่างๆ ที่รวบรวมไว้ทำให้ผมนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งของบ้านเรา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ของประวัติศาสตร์ชาติไทยไว้เพื่อให้เราได้ศึกษาว่า เราเป็นใคร... ณ ที่แห่งนี้ผมได้เห็นผู้คนหลากหลายเข้ามาเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ และชาวลาวเองที่ไม่ลืมชนชาติของตน..

ผมใช้เวลาที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าหมาชีวิตอยู่นานพอสมควรหลังจากที่ได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ชนชาติของชาวลาวแล้วผมปั่นจักรยานต่อมาเรื่อยๆ มาที่วัดวิชุน แผ่นที่ราคา 1 US$ นำทางผมมายังวัดแห่งนี้ได้โดยที่ไม่หลงทาง ล็อคคอรถจักรยานคันเก่งของผมไว้ที่โคนต้นไม้ และเดินเข้าสู่วัดวิชุน วัดแห่งแรกของหลวงพระบาง สิ่งแรกที่ผมเห็นและรู้สึกเมื่อก้าวย่างเข้าสู่โบมส์ของวัดแห่งนี้คือว่ามเงียบ ความสงบ และศิลปะหลายแขนง สกุลช่างที่นี้ และที่น่าแปลกใจคือทุกอย่างที่นี้ยังมีกลิ่นอายของอดีตอยู่รายล้อมอยู่รอบๆ ตัว หลวงพระบางเหมือนเป็นเมืองที่เวลาถูกหยุดไว้กับที่มานานแล้ว แม้จะมีกลิ่นอายของความอารยธรรมสมัยใหม่เข้ามา แต่ที่นี้ผู้คนยังคงมีวิถีที่ชีวิตที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ลอมตัวผมผู้หญิงใส่ผ้าซิ่นในชีวิตประจำวันยังอยู้ลายร้อมตัวผม ผมนั่งเฝ้ามองผู้คนในวัดวิชุน วัดศิลปะแบบลานช้าง ผสมลานนา อยู้นานพอสมควรจึงได้กราบลาพระพุธรูปประทานปางสมาธิออกมาเพื่อเดินขึ้นสู่พระธาตุพูสี

บันได้มากกว่า 300 ขั้นไม่สามารถที่จะหยุดให้ผมเดินขึ้นไปเพื่อที่จะชื่นชม กับทัศนียภาพของเมืองได้ เข้าน้อยใหญ่ สลับกันยาวเป็นทิวแถวปรกฏต่อสายตาผมทั้นทีเมื่อเดินทางขึ้นมาถึงพระธาตุฯ บางลูกซ่อนตัวอยู่ในกลีบเมฆเหมือนไม่อยากอวดความสวยงามของมันไว้ในกลีบเมฆ สายลมที่พัดโชยทำให้ผมรู้สึกหายเหนื่อยจากการเดินทางวันนี้ ผมย้อนถามตัวเองว่าแล้วที่ประเทศไทยละเราได้เห็นบรรยากาศเหล่านี้หรือยัง... ผมคิดถึง ปาย อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีบรรยากาศที่ไม่แตกต่างจากที่นี้เลย...
สายฝนยังไม่หยุดเม็ดลงจากชั่วโมงแรกที่ผมเหยียบลงมาที่เมืองนี้ แต่ดูท่าว่าจะหนักขึ้น ผมเข้ามาหลบฝนที่หอพระหลังพระธาตุ จึงได้ใช้โอกาสนี้กราบนมัสการพระธาตุแห่งนี้... รอบๆ ตัวผมนักท่องเที่ยวต่างทยอยวิ่งเข้ามาหลบฝนที่หอพระแห่งนี้ ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาติอื่นๆ มองออกไปนอกหน้าต่างเณรรูปหนึ่งยืนกางร่มและชมทิวทัศจากพระธาตุแห่งนี้อยู่ มันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องของผมออกมาและบันทึกสิ่งที่ผมเห็นไว้

ครึ่งชั่วโมง ผ่านไปเร็วมากพระพิรุณได้หยุดเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาให้ผมเดินลงจากพระธาตุพูสี ลมมายังตลาดมืดเพื่อที่จะเดินเลือกชมสินค้าและวิถีชีวิตของผู้คนมากมาย ผมทานอาหารง่ายๆ ในตลาดในราคาที่ไม่แพงมาก... ผมเดินต่อๆ ไปเพื่อที่จะมองดูชีวิตหลังพระอาทิตย์ลับฟ้าไปของผู้คนที่นี้ บ้างก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อนจากเรื่องราวของวันนี้ บ้างก็เริ่มที่จะประกอบกิจการของตัวเองหลังพระอาทิตย์ตกดิน ผมปั่นจักรยานคันเดิมของผมกลับยังที่พัก ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาบางๆ ผมคิดย้อนกลับถึงวิถีชีวิตของคนเมืองที่มีแต่ความวุ่นวายและห่างจากวัฒนธรรมของเรามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไหร่มันจะหายไป แล้วเราจะเรียกเวลาเหล่านั้นคืนมาได้ไหม...

(ต่อวันที่ 2)


Blog Entryบ้าย บาย น้อง D50Aug 19, '07 12:50 PM
for everyone

2 ปีกว่าๆ แล้วที่มีกล้อง DSLR ตัวแรกเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ได้มาจากกล้อง DSLR ตัวแรก Nikon D50 มันมากกว่าที่ผมจะพูดหรือเขียนออกมาได้ มันทำให้ผมได้เห็นโลก ได้เห็นสถานที่ต่างๆ ที่ผมไม่เคยไป ได้สัมผัสความรู้สึกที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
เรื่องราวหลายๆ อย่างที่ผมได้เดินทางไปพบ ได้ถูกบันทึกลงบน CCD ของกล้องคู่ใจผมตัวนี้รูปแล้วรูปเล่า บางรูปมันบันทึกความทรงจำที่ผมไม่สามารถที่จะนำมันกลับมาได้อีกครั้ง เพื่อให้เราได้ย้อนคิดถึงอีกครั้งเวลาที่เราต้องการ

หลายหมื่น หลายแสนรูปที่ถูกบันทึกจากกล้องคู่ใจตัวนี้มันอาจจะเป็นเพียงรูปภาพที่บางคนอาจจะดูไม่มีคุณค่าอะไร แต่สำหรับผมแล้วรูปที่ถูกบันทึกโดยกล้องคู่ใจของผมตัวนี้จะเป็นความรู้สึกดีๆ ที่ผมได้ผ่านมาได้พบเห็นครั้งหนึ่งในชีวิต

แม้วันนี้ D50 จะไม่ได้ไปไหนมาไหนกับผมอีกแล้ว ไม่ได้ร่วมเดินทางด้วยกันเหมื่อนเดิมแต่ความทรงจำผ่านมาด้วยกันยังคงอยู่เหมือนเดิม


Blog Entryสบายดี ลาวAug 2, '07 11:49 AM
for everyone

นานๆ ครั้งถึงจะได้มีโอกาสออกไปพักผ่อน ไปถ่ายรูปแบบจิงๆ จังๆ กับเค้าบ้าง

ครั้งนี้ผมเลือกที่จะไปยัง... ลาว ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียวของเรานั้นเอง ที่หลายๆ คนคงคิดว่าไม่น่ามีอะไรให้ดูเท่าไหร่ แต่ตรงกันข้ามที่นี้ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอบอวนไปทั่ว

เวลาเพียง 2 วัน 1 คืน ผทพยายามใช้ให้คุ้มค่า สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากเดินหาที่พักที่มีพี่ที่รู้จักกันแนะนำมาคือหาจักรยาน 1 คันมาเพื่อปั่นไปรอบๆ เมือง สิ่งที่ผมเห็นที่นี้คือชีวิตที่เรียบง่าย ร่องร้อยของวัฒนธรรมที่ยังมีอยู่รายล้อมทั้งเมือง รอยยิ้มที่มีให้กันและกันตลอดเวลาที่ผมไปยังทุกๆ ที่ ผมยังจำความรู้สึกที่เป็นมิตรที่คนที่นั้นมอบให้ผมตลอดเวลา

ทุกที่ๆ ผมไป ผมใช้เวลาอยู่ผมเห็นถึงความสวยงาม เห็นถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีเรื่องของความเจริญทางวัตถุ เข้ามาเจือปนอยู่ ผมใช้เวลา 2 วันของผมอย่างคุ้มค่า และกลับมามองว่า เราคงต้องกลับไปมองบ้านเรา เมื่องเราให้สวยงามอย่างที่เรามองที่นี้งามบ้างแล้ว

สบายดีนะครับ


Blog Entryเวลาที่หายไปJul 20, '07 1:38 PM
for everyone

หลายเดือน เกือบๆ 8 เดือนที่หายไปจากการจับกล้องแบบเป็นจริงเป็นจัง

ตอนนี้เริ่มที่จะมีเวลาที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นที่จะกลับมาถ่ายรูปอีกครั้ง แน่นอนประสบกรณ์ต่างๆ ก็หายไปตามการเวลาด้วย เลยทำให้ผลงานออกมาด้อยกว่าที่ควร คงต้องอาศัยเวลาที่จะกลับมาเรียนรู้ หรือพูดง่ายๆ กลับมาเริ่มนับ 1 ใหม่อีกครั้งหนึ่ง


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help